Key Takeaways:
- PRS ทรงเทเล ใช้ไม้แบบเทเล โครงสร้างแบบเทเล ความยาวสเกลก็ 25.5″ เท่าเทเล
- โทนใช้งานได้กว้าง สว่างเจิดจ้า คลีนใส ร็อคสบาย ไปได้ยันเมทัล แถมไม่จี่
- ราคา 34,300 บาท (ร้าน Music Collection 08/2025)
ทรงเทเลเหรอ… PRS มาถึงจุดนี้ได้ไง?
PRS สไตล์ Fender มันมีมานานแล้ว
แม้กีตาร์ทรงนี้จะดูแปลกใหม่สำหรับ PRS แต่หากศึกษาประวัติศาสตร์ของแบรนด์ย้อนไปสัก 30 กว่าปี เราจะเห็นว่าที่จริงแล้วเค้าก็มีความพยายามออกแบบกีตาร์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากยี่ห้อ Fender มาโดยตลอด คล้ายบ้าง ไม่คล้ายบ้าง แล้วแต่การออกแบบของรุ่นนั้นๆ ตัวอย่าง PRS ในสไตล์ที่ว่า ก็เช่น EG, 305, DC3, NF3 ฯลฯ ซึ่งมีเยอะจนผมลิสต์ชื่อรุ่นให้ตรงนี้ไม่หมดเลยแหละ

(Photo credit: reddit.com)

(Photo credit: ish.guitars)

(Photo credit: chicagomusicexchange.com)

(Photo credit: chicagomusicexchange.com)
ซึ่งกีตาร์แนวนี้ในเวลานั้นราคาก็ต่ำกว่าพวก Core Custom อยู่น่าจะซัก 20-30% ถ้าผมจำไม่ผิด ที่ราคาไม่ถูกกว่ากันมากนัก เพราะพวกมันถูกผลิตในมาตรฐานเดียวกันกับ Core Series บางรุ่นให้ option วัสดุมาเกรดเดียวกันยันเคสที่ใส่ เลยกลายเป็นว่าถึงแม้เป้าหมายคือนำเสนอกีตาร์ทางเลือกที่ราคาถูกกว่า Core Series แต่พอราคาขายไม่ได้ถูกกว่าสักเท่าไหร่ทั้งๆ ที่หน้าตาต่างกันมาก ก็กลายเป็นว่าไม่น่าดึงดูดใจลูกค้า จึงไม่น่าแปลกใจที่ ในแง่ของยอดขาย PRS แนวๆ Fender-inspired ยุคนั้น ไม่ประสบความสำเร็จเท่ารุ่น Custom 24 รุ่นเรือธงของตัวเอง และไม่ค่อยมีใครจดจำ เพราะผลิตอยู่รุ่นละไม่กี่ปีก็ต้องเลิกไป
จุดเปลี่ยน
จนกระทั่ง การมาถึงของซีรีส์ S2 เมื่อปี 2013 ซึ่ง PRS ปฏิวัติกระบวนการผลิตกีตาร์ของตัวเองในโรงงานที่อเมริกาใหม่หมด เกิดเป็นซีรีส์ใหม่ที่มี cost efficiency มากกว่า Core Series จนสามารถทำราคาขายต่ำเพียงแค่ราวๆ 50-60% ของราคา Core Series
ราว 3 ปีต่อมา แนวกระบวนการผลิตแบบเน้นความคุ้มค่าที่ว่า ก็ถูกนำมาปรับใช้กับ Bolt-on Series (USA) เวอร์ชันปัจจุบันด้วย ผลที่ได้ก็คือ CE 24 (อินเลย์นก), Silver Sky, Swamp Ash Special โดยเฉพาะรุ่น Silver Sky ของ John Mayer ที่ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามชนิดมี่ผลิตไม่ทันขายในช่วงปีแรกๆ ก็ทำให้ PRS แนว Fender-inspired เป็นที่ยอมรับในท้องตลาดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ และผมมองว่ากีตาร์รุ่นนี้แหละ ที่เป็น game changer ของ PRS หัวใจเฟนเดอร์ ตัวจริง

(Photo credit: guitar.com)
และในเมื่อ PRS ผลิตกีตาร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Fender Stratocaster มาหลายปี หลายรุ่น จนมาประสบความสำเร็จกับทรงสตรัทของ John Mayer แล้วมันจะแปลกอะไรถ้าวันนึง PRS จะลองทำทรง Telecaster ดูบ้าง? ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ก็มาถึงคิวของ NF 53 เมื่อปี 2023 ในซีรีส์ Bolt-on จากโรงงานที่อเมริกา

(Photo credit: prsguitars.com)
และตามสูตรลุงพอล สองปีต่อมา NF 53 ก็ตกทอดมาสู่ซีรีส์ SE ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นราคาประหยัดในชื่อ SE NF 53 ที่ผมจะรีวิวนั่นเอง ชื่อรุ่นของมันก็มาจาก Fender Telecaster ปี 1953 ที่เป็นแรงบันดาลใจของ PRS รุ่นนี้ เอามาจับคู่กับปิคอัพตระกูล Narrowfield (NF) นั่นเอง

SE NF 53 จัดเป็น PRS ประเภทไหน?
PRS จัดให้กีตาร์รุ่นนี้อยู่ในหมวด Specialty หรือถ้าให้แปลแบบไทยๆ ก็ประมาณ เชี่ยวชาญพิเศษ กีตาร์ PRS ประเภทนี้มักมากับส่วนผสมไม้ที่แปลกแยกจากรุ่นเรือธงอย่างพวก Custom รวมถึงมักมากับปิคอัพและภาคไฟฟ้าแปลกตา สร้างโทนใหม่ๆ ที่ไม่มีในรุ่นดั้งเดิม เหมาะกับคนที่ตามหาโทนใหม่ๆ ในแบบฉบับของแบรนด์ PRS นั่นเอง
ตัวอย่างกีตาร์ในหมวด Specialty ของซีรีส์ SE ก็ตามรูปนี้ คุ้นๆ ตัวไหนบ้างไหมครับ

ขอดูสเปคหน่อย
- Model: SE NF 53
- Model year: 2025
- Construction: Bolt-on
- Body wood: Swamp ash
- Neck wood: Maple, scarfed joint under nut area
- Neck profile: NF 53, natural satin finish
- Fingerboard wood: Maple
- Fingerboard inlay: Abalone birds
- Scale length: 25.5″
- Fingerboard radius: 10″
- Electronics
- PRS Narrowfield Deep Dish ‘S’ set
- 3 way blade pickup selector
- 1 volume, 1 tone
- Tuners: PRS SE vintage tuners with wing buttons, non-locking
- Bridge: PRS plate style with 2 brass saddles
- Accessories: PRS SE gig bag, tremolo arm, adjustment tools
- Price: 34,300 บาท (ราคาหน้าร้าน Music Collection เมื่อ 08/2025)
งานเป็นไงบ้าง

Body
เริ่มจากส่วนบอดี้ ซึ่งโดยปกติของกีตาร์สไตล์นี้ก็มักมากับไม้ ash ซึ่ง PRS เลือกใช้ไม้ตระกูล swamp ash เพื่อลวดลายที่สวยงาม (ที่จริงรุ่นนี้โชว์ลายไม้นะครับ แต่ตัวที่ผมขอยืมร้านเค้ามาเขียนรีวิวเป็นสีทึบ) บอดี้มีการปาดเว้าเป็น belly cut ด้านหลังเพื่อให้แนบลำตัวผู้เล่นได้พอดี รวมทั้งปาด arm rest ด้านหน้าเพื่อการวางแขนขวาขณะเล่นได้อย่างสะดวกไม่ติดเหลี่ยมมุม และที่พลาดไม่ได้สำหรับยี่ห้อ PRS ก็คือ cutaway scoop เพื่อการล้วงเฟรทลึกๆ ที่ง่ายขึ้น คือถึง PRS รุ่นนี้หน้าตาจะออกโบราณ แต่ก็ยังให้ความสำคัญกับความสบายของผู้เล่นอย่างที่กีตาร์ยุคใหม่ควรมี งานสีเนี้ยบไร้ที่ติ เป็น finish แบบยูรีเทนเรียบกริบ เงาวับ ตามสไตล์กีตาร์ใน SE Series ทั่วไป


ในส่วนของความหนาของบอดี้ วัดได้ 45.9 มิลลิเมตร

Neck
ในส่วนของคอ เค้าก็ใช้กรรมวิธีการผลิตสไตล์ S2/Bolt-on USA ที่เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและตัดต้นทุนที่ไม่จำเป็นออกไป คอของ PRS SE NF 53 จึงมากับโครงสร้างคอแบบเดียวกับรุ่น SE CE 24 คือขึ้นรูปการเอาไม้เมเปิลสองชิ้นต่อกาวในแนวนอน (scarfed joint) จนเกิดเป็นรูปทรงคอกีตาร์ทั้งแท่งขึ้นมา แล้วก็ยึดกับบอดี้ด้วยสกรู เก็บงานด้วยการพ่นเคลือบด้าน เล่นง่ายสบายมือ
แต่ถึงใช้สูตรไม้และสูตรโครงสร้างแบบเดียวกับ SE CE 24 แต่เชพคอของ SE NF 53 นั้นก็ต่างกันมากตรงที่เชพ NF 53 มีขนาดอ้วนกลมเต็มมือมาก ผมรู้สึกว่านี่คือกีตาร์ PRS ที่คอใหญ่ที่สุดรุ่นหนึ่งที่ผมเคยจับมา ใหญ่กว่าคอ McCarty 594 และใหญ่กว่าคอเชพ Wide Fat แน่นอน ถ้าจะมีคู่เทียบร่วมค่าย ผมนึกออกแค่รุ่นเดียว คือเชพ JM 635 ของรุ่น Silver Sky




หันมาดูด้านหน้าที่ฟิงเกอร์บอร์ดก็เห็นไม้เมเปิลขาวผ่อง ฝังอินเลย์นกวัสดุอาบาโลนสวยงามมาก ซึ่งอินเลย์สเปคแบบนี้มีแค่ใน PRS บางรุ่นนะครับ อันนี้ส่วนตัวผมก็มองว่าพิเศษอยู่เหมือนกัน จากหน้าตากีตาร์โดยรวมที่น่าจะออกแนววินเทจเรียบง่ายแต่ก็ให้ส่วนประกอบสวยๆมา
รัศมีความโค้งของฟิงเกอร์บอร์ดคือ 10 นิ้วตามปกติของ PRS เฟรmมี 22 ช่อง ความยาวสเกลอยู่ที่ 25.5 นิ้วนะครับ เท่ายี่ห้อต้นฉบับเลย


Measurements ของส่วนคอที่ผมวัดด้วยตัวเอง ก็จะมีดังนี้
- ความกว้างของฟิงเกอร์บอร์ด ณ เฟรทที่ 1 (หรือนัท) คือ 42 มม.
- ความหนาของคอ ณ เฟรทที่ 1 คือ 22.1 มม.
- คามกว้างของฟิงเกอร์บอร์ด ณ เฟรทที่ 12 คือ 51.2 มม.
- ความหนาของคอ ณ เฟรทที่ 12 คือ 25.0 มม.

PRS SE NF 53 neck thickness 1st fret 
PRS SE NF 53 1st fret width 
PRS SE NF 53 neck thickness 12th fret 
PRS SE NF 53 neck width 12th fret

Electronics
PRS SE NF 53 มากับปิคอัพรุ่น Narrowfield DD ‘S’ ถอดแบบมาจากปิคอัพรุ่นที่ติดมากับ NF 53 ตัวอเมริกา ปิคอัพรุ่นนี้เป็นชนิด mini humbucker ที่ PRS ออกแบบมาเพื่อติดตั้งในกีตาร์แนว Specialty หลายรุ่น PRS เคลมว่าปิคอัพรุ่นนี้เป็นการผสมผสานข้อดีของ single coil ที่ให้โทนใส (แต่จี่) กับ humbucker ที่ให้โทนอ้วนหวาน (แต่ไม่จี่) เข้าไว้ด้วยกัน เสียงเป็นไงเดี๋ยวผมจะอธิบายในส่วนทดสอบเสียงนะครับ
ค่า DCR ตำแหน่ง bridge วัดได้ 8.96k และ 8.22 ที่ตำแหน่ง neck ตัวเลขแบบนี้จัดเป็นปิคอัพ medium output แล้วหละ ไม่ได้วินเทจละมั้ง ดูขัดแย้งกับลุคของตัวกีตาร์พอสมควร
ในส่วนของ control มี pickup selector เป็นแบบสามทาง มี Volume และ Tone อย่างละอัน ไม่มีระบบตัดคอยล์ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติอีกเช่นกันสำหรับกีตาร์ที่มากับปิคอัพเซ็ทนี้



และสำหรับเพื่อนรักนักโมดิฟายที่คงกำลังสงสัยว่า จะซื้อมาเจาะปิคการ์ด เปลี่ยนปิคอัพเป็นแบบ humbucker ได้เลยไหมนะ… ผมแงะปิคการ์ดขึ้นมาให้ดูแล้ว จะเห็นว่า body cavity ของ PRS SE NF 53 ถูก routed มาพอดีขนาดปิคอัพ คือกว้างแค่ 26 มม. เท่านั้น ไม่พอยัด humbucker ขนาดปกติ ดังนั้นถ้าจะโมจริงๆ ก็มีงานต้องทำเยอะเลย แต่มันจำเป็นต้องทำมั้ย… อ่านให้ถึงตอนลองเสียงก่อนค่อยตัดสินใจครับ
ภายในห้องเครื่องก็มีการ shielding มาเรียบร้อยดี พวกอะไหล่วงจรต่างๆ ก็เกรด SE ตามปกติ คือปิคอัพของ G&B และ pot ของ Alpha เป็นอะไหล่ผลิตที่ประเทศเกาหลี คุณภาพดี สมราคา จากตรงนี้เรายังเห็นด้วยว่าไม่มีการติด treble bleed capacitor ไว้ที่ volume pot ซึ่งเหมือนกับ Fender Telecaster ยุคเก่า

Hardware, accessories and colors
ลูกบิดเป็นแบบวินเทจ ส่วนใบเปลี่ยนมาใช้ดีไซน์ใหม่ที่ PRS เรียกว่า Wing tuner buttons ผลิตจากพลาสติก ข้อดีคือน้ำหนักเบากว่าใบโลหะ และลุงพอลยังบอกไว้ว่าใบแบบนี้ลดการกิน vibration ของตัวกีตาร์ ช่วยให้ความ resonance โดยรวมดีขึ้น ซึ่งใครจะฟังออกแบบลุงแกว่ามั้ยผมไม่รู้นะ แต่ส่วนตัวผมชอบใบลูกบิดใหม่นี้ตั้งแต่เรื่องลดน้ำหนักละ อีกอย่างใช้ใบแบบเดียวกันให้หมดตั้งแต่ Core Series ลงมาถึง SE เลย ชีวิตมันก็ง่ายขึ้น
นัทสีขาวเป็นพลาสติกธรรมดา ไม่ใช่ synthetic bone อย่างพวก SE Silver Sky

บริดจ์ อันนี้ก็เป็นส่วนประกอบสำคัญของกีตาร์แนวนี้ ทรงนี้ ด้วยบริดจ์แบบ plate style ฐานเป็นแผ่นเหล็ก ส่วน saddles เป็นแท่งทองเหลือง 2 ชิ้น รองรับสายชิ้นละ 3 เส้น ปรับความสูงและ intonation ได้พอประมาณ ไม่ละเอียดเท่า saddles แบบแยกสาย บริดจ์แบบนี้ใส่สายจากด้านหน้าเลย การใส่สายก็เอา ball end ไปใส่คาไว้ในร่องใต้ใต้ฐานบริดจ์ พอตั้งสายตึงขึ้นมันก็คาอยู่ตรงนั้นเลย ไม่ได้สอดสายทะลุจากด้านหลังเหมือนอย่างของต้นฉบับ

ฝา volume, tone กับจุก pickup selector ของ SE รุ่นนี้ถูกอัพเกรดใช้แบบเดียวกับของ USA models แล้ว สบายใจไม่ต้องขวนขวายหาอะไหล่แต่งเองเหมือนเมื่อก่อน

ส่วนอันนี้เป็นการอัพเกรดแบบเงียบๆ สำหรับ SE Series รุ่นที่เปิดตัวตั้งแต่ช่วงกลางปี 2025 นี้ คือกระเป๋าใช้แบบเดียวกับที่ S2 เคยใช้ เป็นกระเป๋าสีดำหนานุ่ม ปักลายเซ็นลุงพอล (ไม่ใช่โลโก้ SE) ดูแข็งแรงปกป้องดี และหล่อเหลาดูแพงกว่ากระเป๋า SE แบบเดิม


SE NF 53 มีให้เลือก 3 สี

(Photo credit: prsguitars.com)

(Photo credit: prsguitars.com)

(Photo credit: prsguitars.com)
เสียงล่ะ
ผมทดสอบเสียงด้วยแอมป์ PRS Archon 50 head ออกตู้ PRS Archon 2×12 Celestion V-Type อัด room sound ง่ายๆ ด้วยไมค์กล้องเพื่อการถ่ายทอดเสียงจริงหน้าตู้ ลองอัดหลายๆ ลักษณะโทนดู เพราะผมว่าคนสนใจกีตาร์รุ่นนี้เยอะ
Clean channel
เริ่มทดสอบจากแชแนลคลีนด้วยปิคอัพตัว neck ผมใช้ก้อน overdrive เกนอ่อนๆ กับ delay + reverb เปิดไว้ด้วย เสียงที่ออกมาตั้งแต่โน้ตแรก หลับตาฟังยังไงก็เสียง humbucker ชัดๆ ส่วนตัวผมแทบไม่รู้สึกถึงความ Fender Telecaster ในเนื้อเสียง เพราะโทนมีความกลม อุ่น เพราะมาก มันเป็นความอุ่นที่ EQ สวย คุมง่าย ย่านกลางไม่บวม เอาจริงๆ มันทำได้ดีกว่าปิคอัพ humbucker หลายตัวของ PRS เองด้วยซ้ำไป ในความอุ่นนี้ยังมีคาแรคเตอร์เด้งๆ ตามสไตล์กีตาร์ bolt-on maple neck อยู่พอประมาณ ไม่มากเท่า Silver Sky แต่ก็ฟังดูเปิดดูมีชีวิตชีวาอยู่พอควร
ถ้าถามหาความเด้งหรือใส มีกลิ่นอาย Fender อยู่บ้างละก็ ต้องใช้แก๊กกลาง แก๊กนี้จากการแกะดูวงจรและวัดค่า DCR ผมคิดว่าเป็นการเอาคอยล์ของปิคอัพทั้งสองตัว ฝั่งละหนึ่งคอยล์ มาผสมกัน เสียงออกมาเด้งใส มีชีวิตชีวาอย่างมาก เอาไปเล่นคันทรี่ก็ได้อยู่นะ แม้จะไม่เด้งป๊องๆ เท่าต้นฉบับ แต่ผมคิดว่าโทนนี้ของ SE NF 53 ก็ดีในระดับที่เอาไปใช้เล่นออกงานได้จริง มันฟังกว้างกว่า ลื่นหูกว่า และโทนประมาณนี้ผมยังคิดว่าน่าจะไปได้กับแนว fusion กับ funk ได้ด้วย
Lead channel
มาถึงโทนเสียงแตกที่หลายคนสงสัยกันว่า PRS ทรงเทเล เล่น high gain จะรอดมั้ย? สำหรับคลิปแรกตั้งสาย drop D เปิดเกนที่แอมป์บ่ายโมงปกติเหมือนอย่างที่ผมใช้กับกีตาร์ทุกตัว เสียงแตกที่แก๊กหลังนั้น สว่างเจิดจ้า ออกโทนแหลมแต่ก็ไม่ถึงกับแทงแก้วหู เป็นโทนแตกแบบ humbucker แสบๆ
สำหรับแก๊ก neck ซึ่งผมผสมกับก้อน overdrive + reverb เพื่อใช้เล่นโซโล่นั้น ได้ย่านกลางมีความอิ่มหวานกำลังพอเหมาะพอควร ไม่อิ่มจนบวม และก็ไม่น้อยไปจนฟังดู mid scoop (ซึ่งกีตาร์ที่สร้างจากไม้ ash มักเป็นแบบนั้น) แก๊ก neck position เป็นแก๊กที่ผมใช้เพื่อการเล่นโซโล่โดยเฉพาะ ณ ตำแหน่งนี้ผมทั้งดีดแรง ทั้งดันสายหนักๆ ซึ่งตอนดันสายยอมรับว่ารู้สึกตึงมือมากกว่า PRS ตัวไหนๆ ทุกตัวที่เคยเล่นมา ด้วยสเกลยาว 25.5 นิ้ว + fixed bridge (ไม่มีสปริงคันโยกช่วยผ่อนแรง) + สายชุด 10-46 + ตั้งสาย E standard string tension ผมถือว่าสูงเอาเรื่อง สายตึงมือมากแบบรู้สึกได้ แต่อันนี้ก็เขียนไว้เป็นข้อสังเกตในฐานะคนที่เล่นแต่ PRS fixed bridge มาตลอดนะครับ ถึงยังไงสำหรับคนที่ใช้งานกีตาร์ลักษณะนี้ประจำอยู่แล้วก็คงไม่รู้สึกเป็นอุปสรรคอยู่แล้ว
ปิคอัพเซ็ทนี้ให้ไดนามิคดี กล่าวคือพอลดวอลุ่ม เสียงก็คลีนขึ้นตาม ดีดเบา ดีดแรง ปริมาณ gain ที่กระแทกออกมาก็มีน้ำหนักต่างกัน แต่ผมสังเกตว่าเวลาลดวอลุ่ม ย่านเสียงแหลมมีอาการทู่ลง ก็เนื่องจาก PRS รุ่นนี้ไม่ได้ติด treble bleed capacitor ไว้ที่ volume pot ตามที่ผมกล่าวไว้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด แต่เป็นแนวคิดการออกแบบวงจรล้อตามลักษณะของรุ่นต้นฉบับ
โดยรวมแล้ว โทนของ SE NF 53 ต่างจาก PRS แบบ HH รุ่นอื่นๆ คือมันมีความจิกกัด สว่างสดใส ไบรท์กว่า เป็น PRS ไม่กี่ตัวที่ทำให้ผมต้องปรับหน้าตู้ใหม่เพื่อลดเสียงแหลม (จากปกติผมชอบปรับแบบเพิ่มแหลม-ลดเบส) ดังนั้น ถ้าใครสงสัยว่าไอ้ PRS หน้าตาแบบนี้จะเล่นร็อคไหวมั้ยวะ… บอกเลยว่าสบายครับ อย่างแสบ ยิ่งถ้าชอบโทนสว่างๆ เน้นเอาท์พุทไม่แรง ไดนามิคดีๆ ยิ่งได้เลย อ้อ ข้อดีอีกอย่างของปิคอัพ Narrowfield DD ‘S’ คือมันไม่จี่ด้วย เพราะเป็น humbucker
ไม่รู้อะไรทำให้ผมคิดว่า PRS ทรงเทเลรุ่นนี้สามารถใช้งานได้เถื่อนกว่า drop D ดังนั้น ในคลิปข้างล่างนี้ ผมเลยลองดรอปสายลงไป C# ด้วยสายเซ็ท 10-46 คู่ตัวนั่นแหละ ดรอปกันทื่อๆ โดยไม่ได้ปรับอะไรเพิ่มเลย เสียงแตกที่แก๊ก bridge pickup ยิ่งสะใจกว่าเดิม เป็นเสียงแตกต่ำ เกรี้ยวกราด ดุได้ใจ clarity อยู่ในระดับยอดเยี่ยม แถมพอจูนต่ำลงแล้วเล่นง่ายขึ้นเยอะโดยที่สายก็ไม่ย้วย (สเกล 25.5 นิ้วมันก็ดีงี้แหละ) แต่ก็สังเกตว่าเสียงของแก๊ก neck pickup ก็แอบมีความบวมๆ ให้เริ่มได้ยินขึ้นมานิดนึงเมื่อเปิดใช้ overdrive ซึ่งก็พอเข้าใจได้ว่าปิคอัพชุดนี้เขาไม่ได้ออกแบบมาให้อัดเกนเล่นดรอปสายเล่นแนว modern metal จริงๆ จังๆ ที่ดรอปสายอัดเกนแล้วมันยังชัดเป็นตัวอยู่ได้ เป็นผลพลอยได้จากไม้กับ scale length 25.5 นิ้วซะมากกว่า
แต่ถึงจะชัดเจนแล้วว่ามันเล่น high gain ได้ดีมาก แถมดรอปสายก็เวิร์ค ผมก็มีข้อสังเกตเวลาเล่นริฟฟ์แบบ palm mute บนสายหก ว่า ย่านโลว์ หรือความทุ้มของมันมีน้อยกว่าพวกรุ่นที่บอดี้เป็นไม้มาฮอกกานี คือมันฟังไม่ค่อยตึ้บ จริงอยู่ว่าตอนเล่น mute สาย 6 แล้วเสียงแตกกระชับเก็บตัวไว เล่นเกนเยอะๆ แล้วไม่ย้วย แต่นั่นเป็นความกระชับที่ไม่ค่อยมีความทุ้ม/หนาของเนื้อเสียง ในทางตรงกันข้าม มันไปเด่นเรื่อง clarity แทน ซึ่งเรื่องนี้ผมไม่แปลกใจเลย เพราะโครงสร้างกีตาร์มันมาแนวเทเล ก็แค่ใส่ปิคอัพ humbuckers เฉยๆ ดังนั้นใครที่คิดว่าจะเอาเจ้านี่ไปเล่นริฟฟ์เสียงแตกเยอะๆ (ถ้าจะมีคนทำแบบผมอะนะ) ก็ขอให้ทำความเข้าใจคาแรคเตอร์นี้ของมันไว้หน่อย อันนี้ไม่ใช่ข้อดีหรือข้อเสียนะครับ แค่มันเป็นโทนแตกที่คนเล่น PRS คงไม่คุ้นหู ผมเลยต้องบอกไว้
ถามตรงๆ เลย ว่า ถ้าเทียบกับ Fender Telecaster ล่ะ?
แม้ว่า PRS SE NF 53 จะได้แรงบันดาลใจมาจาก Fender Telecaster แต่จากการทดลองใช้งานอยู่หลายวัน ผมว่าโดยรวมแล้ว SE NF 53 ก็ยังมีความเป็น PRS มากกว่า Fender อยู่ดี คือถึงจะใช้ชนิดไม้และโครงสร้างที่ใกล้เคียงต้นแบบมากๆ มีโทนเสียงที่สว่างจากบอดี้ไม้แอชสวมคอเมเปิล แต่โทนเสียงออกไปทางกีตาร์ติด humbucker มากกว่า single coil จึงเล่นเสียงทั้งคลีนอุ่นๆ ใสๆ จนถึงแตกหนักๆ ได้ดีเยี่ยม ถ้าอยากได้โทนทแวงนิดๆ มีกลิ่น single coil หน่อย ก็ใช้แก๊กกลาง
แต่ในทางตรงกันข้าม ในเมื่อ SE NF 53 เป็นกีตาร์โทน humbucker ก็จะสู้ในเรื่องความป๊องๆ เด้งๆ อย่างแบรนด์ต้นฉบับเขาไม่ได้ คือมีแก๊กกลางพอกล้อมแกล้มออกมาเป็นโทนคล้ายๆ เสียงตัดคอยล์ผสมหน้า-หลัง ซึ่งส่วนตัวผมก็ว่ามันดีพอใช้ออกงานนะ แต่ถ้าจะวัดคะแนนที่ความเพียว (authenticity) ยังไงก็สู้โทน single coil แท้ๆ ของต้นฉบับไม่ได้ แต่แล้วไงอะ ก็นี่มันยี่ห้อ PRS ไม่ใช่ Fender
อาจกล่าวได้ว่า SE NF 53 เป็นกีตาร์ที่เน้นการใช้งานได้กว้างๆ และให้โทนค่อนแหลมใสสว่าง แต่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อทดแทน Fender Telecaster นั่นเอง
สรุปแล้ว PRS SE NF 53…
เหมาะกับ
- สายวาไรตี้ ต้องการเสียงที่ดีตั้งแต่คลีนถึงแตกหนัก
- การใช้งานที่ไม่เน้นว่าต้องใช้ปิคอัพแบบ single coil แท้ๆ เท่านั้น
- แนวฟิวชั่นก็ได้นะ คันทรี่ก็พอไหว เสียงมันใสมาก
แต่อาจไม่เหมาะกับ
- คนที่ชอบกีตาร์โทนทุ้มๆ ย่านเบสหนาๆ
- คนที่ไม่ถนัดเล่นเชพคออ้วนๆ
My verdict
PRS SE NF 53 เป็นกีตาร์ที่ดีมากนะ เล่นสนุก เล่นเพลินมากไม่ว่าแตกอ่อนหรือแตกหนัก ประเด็นสำคัญมีเพียงแค่ต้องปรับตัวเล่นกับคออ้วนๆ ของมันให้ได้เท่านั้นเอง
ส่งท้าย
รีวิว PRS SE NF 53 ก็จะมีประมาณนี้ หวังว่าข้อมูลที่ผมให้ไปจะรอบด้านพอเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจนะครับ
บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากร้าน Music Collection โดยผมมีอิสระในการเขียนบทความรีวิวนี้อย่างตรงไปตรงมาเชื่อถือได้แน่นอนครับ ถ้าเพื่อนๆ สนใจอยากสั่งซื้อ PRS SE NF 53 ก็สามารถคลิกสั่งจากหน้าเว็บของทางร้าน หรือจะทักไปที่เพจ PRS Guitars Thailand ของทางร้านก็สามารถสั่งได้เช่นกัน แต่ถ้าอยากสัมผัสของจริงให้แน่ใจก่อน ก็สามารถแวะไปลองเล่นได้ที่ร้าน Music Collection ทุกสาขาครับ
นอกจากนี้ผมก็มีกลุ่มเฟสบุ๊ค ชื่อ PRS Thailand เป็นกลุ่มที่ผมตั้งขึ้น เป็น community ของคนรัก PRS ในไทย สนใจก็ตามไปจอยกันได้
ขอบคุณที่ติดตามอ่านครับ
-แอดมินหมู-




